หนังสือสาร์นจากต่างดาว

Bestseller Britney Spear Midnight

Bestseller Britney Spear Midnight
น้ำหอมแบรนด์เนม ของแท้ 100% ถูกที่สุด

ร้านขายสตาร์วอร์


วิธีหาเงินเพิ่มรายได้

บล็อกเพื่อนบ้าน

# KonClip.com : ดู ละคร ย้อนหลัง,ช่อง 3, ช่อง 5, ช่อง 9, ช่อง 11, TPBS, TV Online, คลิปผี

HAARP คืออะไร ฮาร์ป บทที่ 1/2

วันจันทร์, มกราคม 30, 2555



      Natural Warfare : เมื่อสหรัฐฯใช้อาวุธสิ่งแวดล้อมทําลายชาติคู่อริ 
      ก่อนอื่น ขอแนะนําให้เพื่อนๆชาวหว้ากอที่สนใจกระทู้ได้ทําความเข้าใจกับโครงการ HAARP ก่อน 

      New War Technologies 
      http://www.bariumblues.com/haarp_dangers.htm 

      เพื่อจะได้ศึกษาเปรียบเทียบกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในโลกได้ต่อไป 
      ทําความเข้าใจได้ว่า เกี่ยวพันกับการเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลกตามมา 

      - สึนามิ
      - พายุแคทริน่า
      - ไซโคลนนาร์กีส
      - แผ่นดินไหวที่จีน 

      เหล่านี้จึงต้องเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นอีก





    เรื่องสึนามิซึ่งค่อนข้างเก่าแล้วจะไม่นํามากล่าวในที่นี้อีก ถ้าท่านใดสนใจ อ่านได้ที่ http://jackkth.bloggoo.com


    The Earth As A Weapon In 21st Century of Wars

    ขณะที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ รัฐบาลและกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้องกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเพิ่มขึ้นและผลของมันที่จะมีต่อโลกนั้น ปรากฏว่าทุกฝ่ายต่างเมินเฉยต่อบทบาทของทหารในการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก 
    ?เมื่อวิกฤติทางด้านสิ่งแวดล้อมปรากฏขึ้น มีแต่เศรษฐกิจภาคพลเรือนเท่านั้นที่ถูกเรียกร้องให้แก้ไขสมดุลในขณะที่แผนการต่างๆทางด้านการทหารแทบไม่ต้องรับผิดชอบเลย? ดร.โรซาลี เบอร์เทล นักวิทยาศาสตร์และนักนิวเคลียร์ผู้มีชื่อเสียงกล่าว เธอกล่าวว่ากองทัพถูกปล่อยให้รอดไปจากความรับผิดชอบในการสร้างมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อมและความหายนะทางด้านนิเวศน์ 
    ในหนังสือเรื่อง Planet Earth : The Latest Weapon of War (2000) เธอได้ยกตัวอย่างสงครามเวียตนาม สงครามอ่าวและการทิ้งระเบิดของกลุ่มประเทศนาโต้ในโคโซโว 
    สงครามเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายชีวิตและทรัพย์สินเท่านั้น แต่มันยังได้ทำให้ผืนดินบริเวณกว้างขวางแปดเปื้อนไปเป็นเวลาหลายปี 

    ดร.เบอร์เทล กล่าวว่า ไฟน้ำมันที่ลุกไหม้เป็นจำนวนหลายร้อยบ่อในระหว่างสงครามอ่าวคือ ?เหตุการณ์มลภาวะที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นในประวัติศาสตร์? และมันนำไปสู่หายนะทางด้านสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศทั่วโลก 
    นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้ทำนายถึงลมมรสุมรุนแรงอันเนื่องจากการเกิดภาวะโลกร้อนขึ้น ฝนกรด พายุหนักและน้ำท่วมรุนแรงทั่วโลก 

    ?ในเวลาที่ผ่านมา ไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ได้ถล่มบังคลาเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม คร่าชีวิตคนไปมากกว่า 100,000 คน...นักวิทยาศาสตร์โซเวียตได้รายงานถึงฝนกรดระดับสูงในรัสเซียตอนใต้ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงควันและหิมะทึบในปากีสถานและอินเดียตอนเหนือ? เธอกล่าว ?นักบินอวกาศบนยานกระสวยแอตแลนติสได้รายงานว่าโลกถูกปกคลุมด้วยหมอกควันเป็นจำนวนมาก...นักศึกษาวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ของจีนได้อ้างว่าเมฆหนาทึบจากตะวันออกกลางก็มีส่วนรับผิดชอบต่อน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้น? ดร.เบอร์เทล กล่าวไว้ในหนังสือของเธอ 
    ในยุโรปก็มีรายงานว่าถูกพายุหนักพัดกระหน่ำ ?มีน้ำท่วมหนักจากบาวาเรียไปจนถึงเชคโกสโลวาเกียโดยมีผู้เสียชีวิตหลายคน ฟาร์มหลายแห่งถูกทำลายและสะพานหลายแห่งถูกน้ำพัดทำลายไป เส้นทางรถไฟทั่วออสเตรเลียจมอยู่ใต้น้ำและแม่น้ำดานูบมีระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้? เธอกล่าว 

    ในทั้งสองครามอ่าวและสงครามในโคโซโว กระสุนปืนใหญ่เคลือบยูเรเนียมได้ถูกกองกำลังสหรัฐและนาโต้ใช้เป็นจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งทำให้แผ่นดิน อากาศ และน้ำแปดเปื้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว เช่นเดียวกับในเวียตนามที่กองทัพสหรัฐจงใจทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้ผืนดินนับล้านเอเคอร์ต้องเปรอะเปื้อนไปด้วย ?สารสีส้ม? และสารพิษอื่นๆ 
    แต่ขอบเขตของความเสียหายนี้ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับความหายนะที่กองทัพสามารถทำลายโลกใบนี้ได้ การทดลองอย่างกว้างขวางที่กองทัพโดยเฉพาะสหรัฐได้กระทำมาในช่วงหลายทศวรรษนี้รวมถึงการทดลองกับชั้นโอโซน การเปลี่ยนแปลงอากาศและการใช้เทคโนโลยีคลื่นเพื่อตรวจสอบภายใต้โลกล้วนแล้วแต่เป็นการเตรียมตัวเพื่อทำสงครามที่จะมีขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้ทั้งสิ้น 

    การทดลองและการศึกษาวิจัยทางด้านบรรยากาศเหล่านี้ ?มิใช่เป็นแค่เพียงการค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์อันน่าตื่นเต้น อวกาศจะเป็นสมรภูมิต่อไปในวันข้างหน้า? หมายความว่าทหารกำลังนำสงครามขึ้นสู่อวกาศ ?พวกเขาจะสู้กันในอวกาศ? เธอกล่าว 
    ?เนื่องจากการศึกษาวิจัยทางทหารเป็นความลับ มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปที่จะเข้าใจผลที่จะติดตามมา? ดร.เบอร์เทล กล่าว ในตอนต้นปี 1946 ในมหาสมุทรแปซิฟิก การทดสอบทางด้านบรรยากาศนิวเคลียร์โดยสหรัฐและต่อมาโดยสหภาพโซเวียตและอังกฤษได้ทำลายสภาพแวดล้อมเสียหายอย่างหนัก

     
    ดร.เบอร์เทล กล่าวว่า ?การระเบิดของนิวเคลียร์ขนาด 300 เมกะตันระหว่างปี 1945 และ 1963 ได้ทำลายชั้นโอโซนไปประมาณ 4% 
    ถึงแม้ว่าช่องโหว่โอโซนแรกเริ่มที่จะดีขึ้นในปี 1980 แต่ในปี 1986 นักวิทยาศาสตร์พลเรือนก็ได้ออกมาพิสูจน์ยืนยันถึงการเกิดช่องโหว่โอโซนที่สองในแอนตาร์กติก 
    ?นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณว่าการสูญเสียโอโซนไป 1% จะทำให้รังสีอุลตราไวโอเลตสามารถหลุดมาถึงโลกมากกว่า 1-3% ซึ่งจะทำให้อัตราการเป็นมะเร็งที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นและมีผลต่อรูปแบบของชีวิตทั้งหมด? เธอกล่าว 

    ในปี 1990 การทดลองทางทหารของสหรัฐด้วยจรวดพลังงานนิวเคลียร์ได้เพิ่มขึ้นและการปล่อยพลูโตเนียมขึ้นสู่อวกาศได้กลายเป็นกิจกรรมประจำ ภารกิจทางด้านอวกาศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์เหล่านี้เป็นอันตรายอย่างสูงเพราะพลูโตเนียมสามารถกระจายไปทั่วพื้นที่อันกว้างขวางของโลกหากเกิดอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว ดร.เบอร์เทลกล่าวว่าอุบัติเหตุครั้งใหญ่ทางอวกาศและเป็นครั้งแรกซึ่งมีผลต่อโลกเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 1964 เมื่อจรวด SNAP-9A ของสหรัฐถูกสั่งทำลายและพลูโตเนียมจำนวน 17,000 คูรีที่ถูกนำขึ้นไปได้กระจายไปทั่วขั้วโลก พลูโตเนียมเหล่านี้ยังคงสามารถมีให้เห็นได้ในดินและในกระดูกของคนและสัตว์ 
    ?ใน ค.ศ.1997 มีจรวด SNAP-9A อยู่ในวงโคจร แต่ละลูกมีพลูโตเนียมอยู่ 17,000 คูรีและจรวดแต่ละลูกก็มีแผนที่จะปล่อยพลูโตเนียมเหล่านี้ออกมาเมื่อเสร็จภารกิจแล้วเหมือนกับในกรณีของจรวดเมื่อปี 1964? เธอกล่าวเตือน 

    เนื่องจากแผนการอวกาศเหล่านี้ถูกปกปิดไว้เป็นความลับ คนทั่วไปจึงไม่รู้ถึงอันตรายของโครงการนี้โดยเฉพาะเมื่อ ?ประวัติศาสตร์ของแผนการอวกาศนี้ถูกเริ่มขึ้นมาด้วยความหายนะ? อาวุธสงครามในสหัสวรรศใหม่นี้จะรวมถึงการใช้โลกใบนี้เป็นอาวุธอย่างหนึ่งโดยการควบคุมอำนาจของกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อสงคราม 

    ในที่ประชุมสาธารณสุขของประชาชนในเดือนธันวาคมปี 2000 ที่กรุงดาคา บังคลาเทศ ดร.เบอร์เทลได้เปิดให้ผู้ฟังต้องตกใจและแทบไม่เชื่อว่า ?อาวุธล่าสุดของกองทัพสหรัฐคือโลกใบนี้เอง...และอากาศจะเป็นหนึ่งในอาวุธทำลายร้ายแรงที่สุดในปี 2025? 
    ดร.เบอร์เทล กำลังอ้างถึงวิธีการที่แผ่นดินไหวและเกิดพายุทอร์นาโดที่ถูกสร้างขึ้นสามารถสร้างความหายนะให้แก่ประชาชนและชาติต่างๆได้อย่างไร ตามหนังสือของเธอ อาวุธแม่เหล็กไฟฟ้า ?มีความสามารถที่จะส่งการระเบิดและผลกระทบอื่นๆ เช่น การก่อให้เกิดแผ่นดินไหวข้ามทวีปไปยังเป้าหมายที่ถูกคัดเลือกไว้บนโลกใบนี้ได้ด้วยระดับพลังที่เท่ากับการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งใหญ่? 
    ใน 40 ปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐได้ทำการทดลองบนชั้นบรรยากาศของโลกหลายครั้งโดยการใช้คลื่นและสารเคมี ความพยายามที่จะควบคุมอากาศโดยการควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วยการทดลองนี้รวมถึงการใช้แสงเลเซอร์และสารเคมีเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะสามารถทำลายชั้นบรรยากาศเหนือศัตรูได้หรือไม่ สามารถที่จะสร้างความเสียหายให้แก่พืชผลและสุขภาพของมนุษย์โดยรังสีอุลตราไวโอเลตของดวงอาทิตย์ได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้กองทัพสหรัฐได้ทดลองมาแล้ว สารเคมีอย่างเช่นแบเรียมและลิเธียมได้ถูกปล่อยออกมาเหนือชั้นโอโซนซึ่งสร้างแสงที่สามารถมองเห็นและเมฆเทียมที่สว่างขึ้นมาให้เห็นได้ในอเมริกาเหนือระหว่างทศวรรษ 1980 และในตอนต้นทศวรรษ 1990 

    สารเหล่านี้ล้วนเป็นอันตรายที่สุดต่อ ?ชั้นโอโซน? และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีต่อบรรยากาศของโลก ดร.เบอร์เทลกล่าวว่า ?การเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศของโลกจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอากาศและสภาพอากาศ? อีกวิธีการหนึ่งก็คือการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำในการทดลองเปลี่ยนแปลงอากาศ คลื่นเหล่านี้สามารถผ่านเข้าไปยังผืนโลกที่แข็งและในมหาสมุทรและได้ถูกกองทัพใช้เพื่อตรวจสอบบรรยากาศเบื้องบนและโครงสร้างภายในของโลก คลื่นความถี่ต่ำเหล่านี้สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดผลทางด้านกลไกและความสั่นในระยะไกลทั่วโลก พวกเขาสามารถที่จะควบคุมอากาศ สร้างพายุและฝนตกหนักเหนือพื้นที่ใดก็ได้ 
    คลื่นเหล่านี้มีศักยภาพที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนของแผ่นดิน ?มันสามารถที่จะไปรบกวนภูเขาไฟและแผ่นเปลือกโลกซึ่งจะย้อนกลับมามีผลต่อสภาพอากาศได้? เธอกล่าว ตัวอย่างเช่น เป็นที่รู้กันว่าแผ่นดินไหวมีปฏิสัมพันธ์กับบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ (บรรยากาศที่อยู่สูงขึ้นไปจากพื้นโลกประมาณ 50-373 ไมล์) ความจริงแล้ว แผ่นดินไหวหลายครั้งที่เกิดขึ้นในปีหลังๆนี้เกิดขึ้นหลังจากปรากฏการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้? ดร.เบอร์เทลกล่าว

     

    บางตัวอย่างในหนังสือของเธอมีทั้งแผ่นดินไหวที่ถังชานในจีนซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 1976 และทำให้มีคนเสียชีวิตถึง 650,000 คน เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังการทดลองคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำเพื่อทำให้บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ร้อนขึ้นมาโดยสหภาพโซเวียต อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโก ดร.เบอร์เทลกล่าวว่าในวันที่ 12 กันยายน 1989 มีการตรวจจับคลื่นอุลตราความถี่ต่ำได้ในแคลิฟอร์เนีย คลื่นเหล่านี้เพิ่มความแรงขึ้นและในที่สุดก็หายไปในวันที่ 5 ตุลาคม แต่ต่อมาในวันที่ 17 ตุลาคมก็ปรากฏขึ้นอีกด้วยสัญญาณที่แรงจนเลยมาตรวัดไป หลังจากนั้นอีกสามชั่วโมงก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้น 
    ความจริงแล้ว หนังสือพิมพ์วอชิงตันไทม์สในเดือนมีนาคม 1992 ได้กล่าวว่าตัวเซนเซอร์ดาวเทียมและที่ภาคพื้นดินได้ตรวจจับคลื่นวิทยุลึกลับหรือกิจกรรมทางไฟฟ้าและแม่เหล็กได้ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในแคลิฟอร์เนียนตอนใต้ อาร์มีเนีย ญี่ปุ่นและแคลิฟอร์เนียเหนือระหว่างปี 1986 และ 1989 
    แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในลอสแองเจลิสเมื่อวันที่ 17 มกราคม 1994 ก็เกิดขึ้นหลังจากที่มีคลื่นวิทยุผิดปกติและเสียงโซนิกบูมสองครั้ง ?ความบังเอิญอันแปลกประหลาดเหล่านี้ยังไม่ได้มีการอธิบาย....มันดูเหมือนมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่แผ่นดินไหวเหล่านี้บางครั้งจะเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ใช่พลังทางธรรมชาติ? ดร.เบอร์เทล กล่าว 
    ในปี 1997 รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่องค์การก่อการร้ายได้ข่มขู่ว่าจะใช้วิธีการแบบธรรมชาติที่พวกตนสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การสร้างแผ่นดินไหวและการทำให้ภูเขาไฟระเบิดจากทางไกลโดยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 
    แต่ ดร.เบอร์เทล กล่าวว่า ?กองทัพมีนิสัยชอบกล่าวหาคนอื่นว่ามีความสามารถที่ตนเองมีอยู่? ดร.เบอร์เทลบอกว่าการทดลองของหทารในบรรยากาศของโลกนี้มีให้เห็นเพิ่มขึ้นในอากาศแปรปวนทั่วโลก ระหว่างทศวรรษ 1960 และ 1990 อัตราหายนะภัยทางธรรมชาติครั้งใหญ่ได้เพิ่มขึ้นถึง 10% เธอบอกว่าปรากฏการณ์เอลนิโนในปี 1997-1998 ซึ่งถูกมองว่าเป็นสภาพอากาศผิดปกติทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นหลังจากการรบกวนอย่างรุนแรงและความไม่สมดุลทางด้านบรรยากาศปีหนึ่งก่อนหน้านั้น 
    ในปี 1996 ดร.เบอร์เทล ได้อธิบายว่าการเกิดน้ำท่วมอย่างหนักในอนุทวีปอินเดียมีผลต่อเนปาล อินเดียและบังคลาเทศซึ่งส่งผลให้คนนับล้านต้องไร้ที่อยู่ ในจีน น้ำท่วมได้ฆ่าคนไปหลายร้อยคนในขณะที่อีกหลายหมื่นคนต้องสูญเสียบ้านและทรัพย์สินของตน ขณะเดียวกัน แคนาดาก็ต้องประสบภาวะฝนตกหนัก น้ำท่วม ทอร์นาโด พายุลูกเห็บและพายุฟ้าผ่า สภาพอากาศที่ผิดปกติเหล่านี้ทั้งหมดล้วนทำลายทรัพย์สิน ปศุสัตว์และชีวิต หิมะตกหนักที่ไม่เคยเห็นในหลายศตวรรษก็เกิดขึ้นในอาฟริกาใต้ซึ่งทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักและทำให้หลายคนต้องเสียชีวิตเนื่องจากความหนาวอย่างรุนแรง 
    ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม แผ่นดินไหวได้เกิดขึ้นที่เทือกเขาแอลป์ของฝรั่งเศส ออสเตรีย อิตาลีตอนใต้ อินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย คาบสมุทรคัมชัทกาและเมกซิโกตอนใต้ ส่วนในนิวซีแลนด์ได้มีภูเขาไฟระเบิดเกิดขึ้น มีรายงานแผ่นดินไหวในเคนยา เยอรมัน เกาะกรีก ตุรกี สุมาตรตอนเหนือ บาหลี ฟิลิปปินส์ตอนกลาง เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ญี่ปุ่นตะวันออก ชิลีตอนกลาง เอลซัลวาดอร์และหมู่เกาะอาเลนเทียน ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันที่ 26 กรกฎาคม เธอรายงาน 
    ?ขณะที่บางเหตุการณ์ในปี 1996 อาจเป็น ?การกระทำของพระเจ้า? แน่นอน ปริมาณและความรุนแรงของมันเป็นสิ่งปกติ? เธอกล่าว ?เนื่องจากบรรยากาศของโลกมีความสัมพันธ์กับสภาพอากาศ มันจึงไม่น่าประหลาดใจที่จะพบว่ากิจกรรมทางทหารมีผลต่อรูปแบบอากาศของท้องถิ่นและภูมิภาค? ดร.เบอร์เทลเขียนไว้ 

    ความจริงแล้ว การที่กิจกรรมทางทหารสามารถทำให้อากาศแปรปวนได้โดยอุบัติเหตุหรือโดยเจตนาในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามทางธรณีวิทยานั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับโลกใบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามีความรู้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับ?วัฏจักรทางธรรมชาติของโลกและผลของกิจกรรมที่มนุษย์ทำขึ้นบนโลกเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมนุษย์ไปแทรกแซงมัน? ?ยิ่งไปกว่านั้น การคาดการณ์ดังกล่าวก็อาศัยประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติของโลกเราและไม่มีความหมายอะไรต่อการทดลองอันสุ่มเสี่ยงบนระบบโลกส่วนใหญ่ในบรรยากาศชั้นบนและใต้โลก? เธอกล่าว 
    เป็นที่ชัดเจนว่า ?กองทัพก็มีส่วนต่อปัญหาการอยู่รอดของศตวรรษที่ 21? เธอเน้น 
    โดย เราะฮับ ฮาวา จาก The Earth As A Weapon In 21st Century of Wars 

    แปลโดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน 

    www.twnside.org.sg/title/hawa2.htm 
    www.spitting-image.net/archives/003809.html


    หลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่เพิ่งผ่านพ้นไป พร้อมกับได้คร่าชีวิตผู้คนบนโลกไปถึงกว่า 200,000 ชีวิต หลายฝ่ายได้ตั้งคำถามกันว่า อะไรกันแน่คือสาเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้ 

    บ้างเชื่อว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เท่านั้น บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นผลจากการที่มนุษย์ได้ตักตวงทรัพยากรและทำลายธรรมชาติ ไปอย่างมากมายมหาศาลเป็นเวลาช้านาน จนโลกขาดสมดุล 

    นอกจากนี้ ยังมีผู้คนอีกกลุ่มที่แม้จะเห็นด้วยว่า การทำลายสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนนั้น เป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่สภาพดินฟ้าอากาศวิปริตทั่วโลก แต่ทว่าไม่พอเพียงที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์พิศดาลทางธรรมชาติต่างๆที่ เกิดขึ้นพร้อมๆกันในช่วงไม่นานมานี้ 

    พวกเขาเชื่อว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ทราบแหล่งที่มา ที่ได้เริ่มปรากฏตัวขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และได้ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว คือสาเหตุที่แท้จริงของความวิปริตทั้งปวง ทั้งนี้ ฝ่ายหนึ่งคาดว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้มีที่มาจากการระเบิดในอวกาศที่ห่างไกล ของดาวที่เรียกว่าซูปเปอร์โนว่า แต่อีกฝ่ายเชื่อว่า เกิดจากอาวุธใหม่ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น พวกเขาเหล่านี้มีหลักฐานอะไร 

    เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง องค์กรสหประชาชาติได้จัดการประชุมขึ้น ณ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบ จากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นมากอย่างน่าตกใจ รายงานของที่ประชุมดังกล่าวระบุว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประชากรโลกกว่า 2.5 พันล้านคนต้องประสพกับภัยภิบัติทางธรรมชาติ เป็นจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงทศวรรษก่อนถึง 60% และในจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตาย กว่าครึ่งเกิดจากอุทกภัยและแผ่นดินไหว 

    ไม่เพียงแต่แนวโน้มการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นในระยะยาวเท่านั้น แต่ทว่าเป็นที่น่าประหลาดว่าในปี 2547 จำนวนภัยภิบัติทางธรรมชาติดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนและความรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ 

    ทั้งนี้บริษัทมิวนิก รี บรรษัทธุรกิจประกันภัยเสริม (reinsurance)รายใหญ่ที่สุดของโลกระบุในรายงานชื่อ "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" ประจำปี 2547 ว่าเป็นปีหายนะของธุรกิจประกันภัยทั่วโลก จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งปีกว่า 560 ครั้ง 

    ทางบริษัทประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่เกิดจากภัยพิบัติในปีที่แล้ว ว่ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า5ล้านล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม มูลค่าที่สูญเสียนี้มากกว่าความสูญเสียที่เกิดในปี 2546 กว่าถึงหนึ่งเท่าตัว 

    ยิ่งไปกว่านี้ ตลอดหนึ่งปีมา มิได้มีแต่กรณีการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นเป็นครั้งแรกในมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น ที่เป็นเหตุการณ์ผิดปกติทางธรรมชาติ ทว่ามีเหตุการณ์แปลกประหลาดอื่นๆเกิดขึ้นอีกมากมาย อาทิเช่น 

    วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ทราบแหล่งที่มา วัดความรุนแรงได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ไหลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ยังผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กล่าวคือ ทำให้พื้นที่กว่า220,000 ตารางกิโลเมตรในประเทศจีนถูกหมอกหนาปกคลุมในวันถัดมา จนทำให้การคมนาคมแทบทั้งหมดต้องหยุดชะงักลง และยังเกิดเหตุการณ์หมอกหนาจัดปกคลุมพื้นที่มหาศาลขึ้นอีก 2 ครั้งในวันที่ 14 และ 21 เดือนเดียวกันในประเทศจีนและอินเดียตอนเหนืออีกด้วย 

    ผลของพลังงานแม่เหล็กอันไม่ทราบที่มานี้ ยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์พิศดารอื่นๆอีกทั่วซีกโลกเหนือ เช่น เกิดลมพายุที่มีความรุนแรงเทียบเท่าพายุเฮอรีเคนในผรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งส่งผลให้อุณหภูมิลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่อีกด้วย 

    เดือนสิงหาคมและกันยายน เฮอริเคนอเล็กซ์ ไอแวน ฟรานซิส ชาลี และ จีน เฮอริเคนถึงสี่ลูกกับอีกหนึ่ง พายุโซนร้อนได้ก่อตัวขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ในแถบแคริบเบียนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยังผลให้มีผู้คนหลายพันคนใน 6 ประเทศต้องถึงแก่ชีวิตและอีกหลายแสนคนต้องปราศจากที่อยู่อาศัย 

    เดือนสิงหาคมที่จีน เกิดพายุไต้ฝุ่นรานามิน พายุที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 48 ปีทำให้มีผู้เสียชีวิต164 คน บาดเจ็บกว่า1,800 คน และคาดว่าถึงกว่า13 ล้านคนได้รับผลกระทบ 

    เพียงในระยะเวลา 5เดือนหลังของปีที่แล้ว มีรายงานการเห็นลูกไฟอุกาบาตมากถึงกว่า 50 ครั้ง ทั่วโลก ในขณะที่สมาคมอุกาบาตของสหรัฐระบุว่า แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเห็นลูกไฟอุกาบาต เกินกว่าเพียงปีละไม่กี่ครั้ง 

    หน้าร้อนปี 2547 ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นมากครั้งที่สุด เป็นประวัติการณ์ เฉลี่ยแล้วหนึ่งลูกทุกสัปดาห์ตลอดฤดูกาล 

    มีนาคม เป็นครั้งแรกที่มีพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ทำลายทฤษฎีที่เชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นในบริเวณนี้ ด้วยลมพายุความเร็วถึง 150 กม./ชม. ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบคนในบราซิล 


    นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ผิดธรรมชาติต่างๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นทั่วไปตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เช่น ร้อนที่สุด หนาวที่สุด ฝนตกมากที่สุด แล้งที่สุด ภูเขาไฟปะทุขึ้นพร้อมกัน แผ่นดินไหว ลมพายุรุนแรงฯลฯ 




    ธรรมชาติวิปริตเกิดจากทฤษฎีโลกร้อนจริงหรือ? 

    ผู้คนทั่วไปมักเชื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า ความผิดปกติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มีต้นตอมาจากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล และทำให้เกิดกาซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับการปล่อยสารซีเอฟซีที่ทำลายชั้นโอโซน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกจนอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ 

    ทว่าคำอธิบายข้างต้นหาได้เป็นที่ยอมรับเป็นเอกฉันท์ในวงการวิทยาศาสตร์ไม่ ตรงกันข้ามยังมีการโต้แย้งกัน ถึงข้อบกพร่องในทฤษฎีเรือนกระจกและทฤษฏีโลกร้อน ตลอดมา 


    ทฤษฎีเรือนกระจกนั้น ข้อบกพร่องอยู่ที่ เหตุใดรูโหว่ในชั้นบรรยากาศโลก จึงไม่เกิดขึ้นเหนือพื้นที่ที่มีสถิติการปล่อยสารซีเอฟซี เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เหนือเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมต่างๆ แต่กลับไปเกิดขึ้นยังบริเวณขั้วโลกทั้งสองด้าน 

    ทั้งนี้ ทีมวิจัยของอังกฤษได้รายงานเมื่อปลายปีที่แล้วว่า ชั้นโอโซนในบริเวณขั้วโลกใต้ มีปริมาณโอโซนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง 10% 

    ในส่วนของทฤษฎีโลกร้อนนั้น ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ที่บริเวณผิวพื้นโลกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ในชั้นบรรยากาศระดับล่างและกลาง ในช่วง 20 ปีมานี้ พิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ผิดพลาด เนื่องจากพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อุณหภูมิที่ผิวพื้นโลกสูงขึ้นจริง แต่อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากทฤษฎีโลกร้อนถูกต้องแล้ว อุณหภูมิทั้งสองบริเวณนี้จะต้องสูงขึ้นเช่นเดียวกัน 

    นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสีแกมม่า) นี้ได้ในบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 5 ปีมาแล้ว และหลังจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าปริมาณคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็ก ได้เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนความถี่และความรุนแรง 

    ท้องฟ้าในบริเวณขั้วโลกเหนือที่ปกติมืดมิดตลอดเวลาในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันกลับมีแสงสว่างเกิดขึ้นเป็นประจำ "ขอบฟ้าถูกยกสูงเหมือนกับชูขึ้นด้วยมือของพระเป็นเจ้า" นายเดวิดสันกล่าว เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลแคนาดา ซึ่งประจำการอยู่ที่สถานีตรวจสอบอากาศเมืองเรซาลูด เบย์ ทวีปอาร์คติก 

    นักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายเชื่อว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลึกลับนี้ คือต้นเหตุของความวิปริตทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา 

    ทั้งนี้ มีงานวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐที่พบว่า อิทธิพลรังสีแกมม่าสามารถทำให้เกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน โลกเย็นลง ฝนกรดและการเกิดเมฆหมอกได้ 


    ผลของงานวิจัยนี้ได้ถูกยืนยันอีกครั้ง โดยการค้นพบของทีมนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน จากสภาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์แมกส์ แพลงค์ สถาบันเลื่องชี่อของโลกในปี 2545 

    ไม่เพียงแต่รังสีแกมม่าน่าจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเท่านั้น แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็นพลังงานแม่เหล็กจึงส่งผลต่อสนามแม่เหล็กโลก และอาจสามารถกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดได้อีกด้วย 

    ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์ ประจำสภาบันภูมิฟิสิกส์ประเทศจอร์เจีย จากการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบเป็นเวลา 30 ปี จากปี 2501 - 2531 สรุปว่าปฏิกิริยาระหว่างโลกกับสนามพลังงานแม่เหล็ก เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงสูงกว่า 6 ริกเตอร์ขึ้นไป 


     ในส่วนของจำนวนดาวตกที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติในปีที่แล้วก็เช่นกัน แม้จะยังไม่มีผลงานวิจัยในด้านนี้อยู่เลยก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกหลายคนก็เริ่มตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีความเป็นไปได้ที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า อาจเกี่ยวข้องกับจำนวนดาวตกที่เพิ่มขึ้น 


    คลื่นพลังงานแม่เหล็กเหล่านี้มาจากไหน? 

    ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดถึงที่มาของคลื่นพลังงานแม่เหล็กลึกลับ ซึ่งยังคงสร้างความวิปริตทางธรรมชาติทั่วโลกในขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งคาดว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ น่าจะมาจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวา หรือดาวฤกษ์ที่กำลังจะดับสูญชื่อ SN1987a เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากโลก 12,000 ล้านปีแสงเมื่อปี2530 การระเบิดครั้งนั้นถือเป็นการระเบิดที่รุนแรงที่สุดในจักรวาล เป็นอันดับสองรองจากการระเบิดที่เรียกว่าบิ้กแบงในปี2540 

    "การระเบิดของดาว SN1987a ปลดปล่อยพลังงานอภิมหาศาลในหนึ่งวินาที เทียบได้กับพลังงานของดาวฤกษ์ทั้งหมดในจักรวาลรวมกัน" สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงาน ทั้งนี้คาดว่าโลกจะสามารถแลเห็นการระเบิดนี้ได้ก่อนปี2553 


    ทั้งนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง ที่เชื่อว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าปริศนานี้ มีที่มาจากในโลกนี้เองและเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หลายฝ่ายชี้ชัดมายังอาวุธในโครงการของกองทัพสหรัฐที่มีชื่อว่าฮาร์พ(High Frequency Active Auroral Reseach Program) หรือ HAARP 

    ฮาร์พเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์การริเริ่มป้องกันทารทหาร ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการสตาร์วอร์ ฮาร์พถูกริเริ่มขึ้นในยุคของประธานาธิบดีเรแกน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อศึกษา "การใช้ไอโอโนสเฟีย (ชั้นบรรยากาศระดับสูง) เพื่อเป้าหมายของกระทรวงกลาโหม" 

    นายอีสแมน เจ้าของลิขสิทธิ์เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการนี้ กล่าวถึงฮาร์พว่า "สามารถรบกวนระบบโทรคมนาคมทั้งหมดในพื้นที่ขนาดใหญ่มากบนโลก... เบี่ยงเบนทิศทางหรือทำลายจรวดและเครื่องบิน... ปรับเปลี่ยนภูมิอากาศ..." 

    ดอกเตอร์เมกิช นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่ติดตามโครงการฮาร์พ อธิบายถึงการทำงานของอาวุธนี้ว่า ฮาร์พ "อาศัยเทคโนโลยีการส่งคลื่นวิทยุพลังมหาศาล เพื่อยกบริเวณชั้นบรรยากาศส่วนบน (ไอโอโนสเฟีย) ของโลกขึ้น โดยเล็งพลังงานไปยังพื้นที่บนชั้นบรรยากาศและเผาบริเวณนั้นจนร้อน( หลอมละลายจนกลายเป็นเสมือนจานพลาสม่าขนาดยักษ์ที่สามารถรับส่งคลื่นได้) จากนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็จะสะท้อนกลับมายังโลกและทะลุทะลวงทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี" 




    อะไรที่ชี้ว่าเทคโนโลยีในการบังคับดินฟ้าอากาศมีจริง 

    หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด อยู่ที่การยอมรับเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการบังคับดินฟ้าอากาศ ของบุคคลสำคัญ สถาบันและองค์กรชั้นนำระดับโลกต่างๆ อาทิเช่น 
    เอกสารชื่อ "กองทัพอากาศสหรัฐ 2025" ที่ประกาศใช้ในปี 2539 ได้ระบุเป้าหมายในอนาคตของกองทัพอากาศสหรัฐว่า "การเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ จะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ทั้งในและระหว่างประเทศและสามารถกระทำได้แบบเอกภาคี... มันเป็นไปได้ทั้งเชิงการรุกและรับหรือกระทั่งในการข่มขู่ศัตรู... ความสามารถในการทำฝน หมอกและพายุหรือเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก... และการสร้างดินฟ้าอากาศต่างๆ นี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีแบบบูรณาการ ซึ่งสร้างเสริมศักยภาพให้กับสหรัฐหรือลดทอนศักยภาพของศัตรู..." 


    จริงอยู่ที่ข้อความข้างต้นนี้เป็นเพียงเป้าในอนาคต แต่ก็หมายถึงว่า ก่อนหน้าการประกาศ สหรัฐได้ทำเริ่มลงทุนพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีการควบคุมดินฟ้าอากาศ เป็นประจำมาเป็นเวลาช้านาน จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าสามารบรรลุภาระกิจที่ตั้งไว้ได้ 

    ปี 2539 สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานคำพูดของนายวิเลียม โคเฮน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐที่กล่าวถึงการก่อการร้าย ณ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ตอนหนึ่งมีใจความว่า "การป้องกันเกี่ยวกับอาวุธที่ไม่ธรรมดาจะต้องเพิ่มมากขึ้น เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายพัฒนาอาวุธเคมีและเชื้อโรค และกรรมวิธีทางพลังงานแม่เหล็กที่สามารถเปิดรูโหว่ ในชั้นโอโซนหรือกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดได้" 

    เป็นไปได้หรือที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย จะสามารถค้นคิดอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง ? เพราะตลอดมาพวกเขามีศักยภาพเพียงการลอกเลียน และประยุกต์อาวุธขึ้นจากเทคโนโลยี ที่มีบรรดาประเทศมหาอำนาจได้ค้นคิดพัฒนาและใช้การได้จริงแล้วทั้งสิ้น 

    ปี2544 วุฒิสมาชิกจากรัฐโอไฮโอนาย เดนิส คูชินิชได้ เสนอร่างกฎหมายเลขที่ HR2977 ว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธในอวกาศ ตอนหนึ่งของร่างนี้กล่าวถึง "อาวุธทางภูมิอากาศหรืออาวุธทางรอยเลื่อนของชั้นแผ่นดิน" เป็นไปได้หรือ ที่ผู้ที่เป็นถึงวุฒิสมาชิกสหรัฐ จะกล้าเสนอกฎหมายนี้หากปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธเหล่านี้ 

    นอกจากบุกคลสำคัญและองค์กรของสหรัฐเองจะกล่าวถึงการพัฒนาและทดลอง อาวุธที่เปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศแล้ว บุคคลสำคัญและ องค์กรในระดับโลกต่างๆก็ได้เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธนี้ด้วย 

    ที่ประชุมใหญ่องค์กรสหประชาชาติประจำปี 2540 ได้มีการลงนามในอนุสัญญา "การห้ามใช้เทคโนโลยี การปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศเพื่อการทหารและการรุกราน ที่สร้างผลกระทบที่กว้างขวาง ยาวนานและรุนแรง" ทั้งนี้นิยามของ "เทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศ" หมายถึง "เทคโนโลยีที่จงใจเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธรรมชาติ การเคลื่อนไหว องค์ประกอบ โครงสร้างของโลกรวมถึงชั้นบรรยากาศต่างๆหรืออวกาศ" 

    หลักฐานที่ชี้ถึงแสนยานุภาพของฮาร์พ 

    ในปี 2546 สมาชิกของคณะกรรมาธิการถึงสี่คณะ ของสภาสูงสุดรัสเซียหรือสภาดูม่า และสมาชิกสภาทั้งหมด 90 ท่าน ได้ร่วมกันลงชื่อในรายงานเสนอต่อประธานาธิบดีวลาดีเมีย ปูติน องค์กรสหประชาชาติและประเทศสมาชิก องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ผู้นำและรัฐสภาทุกประเทศ องค์กรทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและสื่อมวลชนชั้นนำของโลก เพื่อเรียกร้องให้ประชาคมโลกมีมติห้ามสหรัฐทดลองอาวุธที่มีแสนยานุภาพสูงนี้ ในรายงานนี้ปรากฏข้อความดังนี้ "ภายใต้โครงการฮาร์พ สหรัฐกำลังสร้างอาวุธใหม่ทางธรณีฟิสิกส์ ซึ่งอาจสามารถส่งอิทธิพลต่อชั้นบรรยากาศใกล้โลก ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง" 

    "แสนยานุภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับการเปลี่ยนแปลงจากอาวุธมีคมสู่อาวุธปืน หรือจากอาวุธธรรมดาสู่อาวุธนิวเคลียร์" 

    รายงานนี้ยังระบุอีกว่าสหรัฐกำลังสร้างอาวุธฮาร์พนี้ในพื้นที่สามแห่ง แห่งแรกที่รัฐอลาสก้า สหรัฐอเมริกา แห่งที่สองที่กรีนแลนด์และที่สามในประเทศนอร์เว ทั้งนี้สหรัฐเตรียมที่จะเริ่มทดลองอย่างเต็มที่ได้ตั้งแต่ต้นปี 2546 

    "เมื่ออุปกรณ์ทั้งหมดได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศจาก อลาสก้า นอร์เวและกรีนแลนด์ ความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายพร้อมกับอานุภาพอันมหัศจรรย์ จะนำไปสู่ความสามารถอันแท้จริงในควบคุมชั้นบรรยากาศใกล้โลก" รายงานของสภาดูม่าสรุป 

    ก่อนหน้านี้ในปี 2541 คณะกรรมมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคงและนโยบายการทางทหาร ก็ได้เคยร้องเรียนต่อรัฐสภาสหภาพยุโรป จากกรณีที่สหรัฐปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า ในการเปิดเผยข้อมูลและอนุญาตให้องค์กรอิสระนานาชาติ เข้าไปตรวจสอบโครงการฮาร์พ อีกทั้งยังเรียกร้องให้รัฐสภายุโรปร่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจากกิจกรรมทางการทหารอีกด้วย 

    ทั้งนี้ สหรัฐประกาศว่า ปัจจุบันโครงการฮาร์พกำลังอยู่ในชั้นตอนสุดท้ายของการขยายกำลังส่ง และคาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้ใช้การได้เต็มที่ในราวปี 2549 (ปัจจุบัน แน่นอนคงใช้ได้อย่างเต็มที่แล้ว) 

    http://at1.seedang.com/stories/25547 

    โลกร้อนจึงเป็นเรื่องโกหก
    เป็นเพียงข้ออ้างในการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนในโลกเท่านั้น

    ----------
    รองศจ.คริส นักอากาศวิทยา
    ถ้าอัลกอร์หัดดูข้อมูลซะบ้าง เขาจะเห็นว่าระดับน้ำทะเลลดลงในหลายจุดของมหาสมุทรแปซิฟิก

    ดอกเตอร์นิล นักธรณีฟิสิกส์โบราณและธรณีพลศาสตร์
    เราไม่พบว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ในที่หลายแห่งอย่างเช่นมัลดีฟ โทวาลู ฯลฯ

    ดอกเตอร์พอล แผนกแมลงและโรคติดต่อ
    อัลกอร์บอกว่าโลกร้อนทำให้ยุงบินขึ้นที่สูง จริงๆแล้วเราพบยุงในที่สูงมาตั้งนานแล้ว

    ดอกเตอร์มิตเชล ผู้บริหารสถาบันวิจัย
    จากข้อมูลของเราพบว่าหมีขาวมีจำนวนคงที่หรืออาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ยังสรุปไม่ได้ว่าโลกร้อนมีผลใดๆ

    ดอกเตอร์พีต อดีตศจ. ภาควิชาฟิสิกส์
    อัลกอร์บอกว่ากรีนแลนด์ละลายอย่างมากในช่วง 1992-2005 แต่กอร์เล่นเลือกปี 1992 ที่อากาศเย็นเป็นพิเศษ 
    ถ้ากอร์เลือกปี 1991 เป็นตัวเทียบแล้ว เขาจะพบว่าการละลายมากกว่าแค่ 1% เท่านั้นเอง สรุปไม่ได้ว่าแผ่นน้ำแข็งกำลังละลาย

    ดอกเตอร์แกรี่ ศูนย์อากาศวิทยา
    มหาสมุทรกำลังจะเย็น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่สามารถทำให้ปะการังตายจนหมดได้ 
    CO2 ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ทำให้ปะการังตายเช่นกัน เพราะว่ามันเป็นเหมือนสารอาหารพื้นฐานของปะการัง

    ดอกเตอร์คาร์เตอร์ ศูนย์วิจัยธรณีฟิสิกส์ทางทะเล
    น้ำแข็งขั้วโลกที่กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกกำลังหนาขึ้น อุณหภูมิที่ขั้วโลกลดต่ำลงกว่า 1 องศาตั้งแต่ 1950
    และทะเลน้ำแข็งก็เพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปี

    ดอกเตอร์มอร์แกน องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก
    จากข้อมูลพบว่าความหนาของน้ำแข็งขั้วโลกไม่ได้ลดลงตั้งแต่ปี 1970

    ร็อบ ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศป่าไม้
    อัลกอร์บอกว่าต้นสน MPB เป็นพืชต่างถิ่นที่สร้างความเสียหาย ซึ่งเป็นผลจากโลกร้อน
    จริงๆแล้วสนชนิดนี้ก็ขึ้นอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว การแพร่ของสนชนิดนี้เกิดขึ้นจากการที่เราไม่ตัดไม้และควบคุมไม้ในป่า

    Professor Bob Carter of the Marine Geophysical Laboratory
    ข้อโต้แย้งของอัลกอร์มันห่วยจนดูน่าสมเพช เหลือเชื่อจริงๆที่มีคนสนใจหนังเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก

    Former University of Winnipeg climatology professor Dr. Tim Ball.
    ข้อมูลที่พวกโลกร้อนกล่าวมานั้นเป็นข้อมูลเฉพาะที่เท่านั้น ไม่ใช่ทั้งโลก การทำนายด้วยโมเดลนั้นเชื่อถือไม่ได้

    Carleton University paleoclimatologist Professor Tim Patterson
    ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างระดับ CO2 กับอุณหภูมิของโลก ที่จริงแล้วเมื่อ 450 ล้านปีก่อน CO2 สูงกว่านี้เป็น 10 เท่า 
    แต่โลกกลับเย็นแบบสุดขั้วในรอบ 500 ล้านปี 

    Dr. Boris Winterhalter, former marine researcher at the Geological Survey of Finland and professor in marine geology
    การที่น้ำแข็งละลายในหนังของอัลกอร์นั้น เป็นการขยายตัวของน้ำแข็งตามปกติ ซึ่งทำให้น้ำแข็งขั้วโลกมีปริมาณสูงขึ้นต่างหาก

    Dr. Wibjorn Karlen, emeritus professor, Dept. of Physical Geography
    แผ่นน้ำแข็งบางส่วนของบริเวณนี้ในแหลมแอนตาร์คติกได้แตกตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็เป็นเรื่องปกติ 
    ถึงอุณหภูมิแถวนี้จะร้อนขึ้น แต่มวลรวมของแผ่นน้ำแข็งก็สูงขึ้น เพราะหิมะตกมากขึ้น หิมะจึงล้นไหลไปสู่ทะเล 
    แผ่นแอนตาร์กติกอยู่มาหลายล้านปีแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะละลาย

    Dr. Dick Morgan, former advisor to the World Meteorological Organization and climatology researcher
    ความหนาของแผ่นน้ำแข็งแคนาเดียนอาร์คติกลดลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ละลาย น้ำแข็งเพิ่มๆลดๆจนเท่าเดิมในปี 2001
    โลกเย็นลงในหลายส่วน massive areas of cooling are found in the North and South Pacific Ocean;
    the whole of the Amazon Valley; the north coast of South America and the Caribbean;
    the eastern Mediterranean, Black Sea, Caucasus and Red Sea; New Zealand and even the Ganges Valley in India
    IPCC ประเมินว่าโลกร้อนขึ้นเพราะใช้มาตรฐานการประเมินที่ "ไม่ปกติ"

    Dr. Roy Spencer, Principal Research Scientist at The University of Alabama in Huntsville.
    เป็นเรื่องปกติที่บางจุดจากบรรดาเมืองนับพันแห่งจะมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เฉลี่ยแล้วพบว่าอุณหภูมิเป็นปกติ
    อัลกอร์เป็นความอับอายของวงการ 

    Dr. Ian Clark, Professor of Earth Sciences at the University of Ottawa, Canada
    อัลกอร์บอกว่า CO2 เป็นมลพิษที่ทำให้โลกร้อน แต่จริงๆแล้ว CO2 เป็นอาหารของพืช สิ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์แสง
    สมมุติฐานที่ว่าการเพิ่มขึ้นของ CO2 เกิดจากมนุษย์นั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ 

    University of Ottawa climate researcher, Professor Jan Veizer 
    CO2 ไม่ได้ทำให้โลกร้อน แต่โลกร้อนต่างหากที่ทำให้ CO2 เพิ่มขึ้น โลกเย็นลงในช่วง 1940 - 1980
    ซึ่งเป็นเวลาที่ CO2 เพิ่มขึ้นด้วยอัตราสูงสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์โลก อัลกอร์ไม่พูดถึงการที่ไอน้ำเป็นก๊าซเรือนกระจก
    ตัวสำคัญที่ส่งผลถึง 95% 

    Former Environment Canada research scientist and EW specialist Dr. Madhav Khandekar found
    ไม่มีสภาพอากาศรุนแรงเกิดขึ้นในแคนาดาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาหรืออนาคต ความแห้งแล้งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเป็นปกติในอดีต

    Dr. Tad Murty, former senior research scientist, Canadian Department of Fisheries and Oceans,
    ในแอ่งมหาสมุทรทั้งหกที่มักเกิดพายุโซนร้อน พบว่าจำนวนพายุน้อยลง 

    Dr. Max Mayfield, Director of the National Hurricane Center in Miami 
    โลกร้อนไม่เกี่ยวกับความถี่ของเฮอริเคนในแอตแลนติกเหนือ แต่เป็นปรากฏการณ์อื่นที่เรียกว่า North atlantic oscillation

    Institut Pasteur (Paris) Professor Paul Reiter 
    หนังของอัลกอร์เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่หลอกลวงทั้งเพ 


    จาก http://www.canadafreepress.com/2006/harris110706a.htm
    http://www.canadafreepress.com/2006/harris061206.htm
    webboard.mthai.com/5/2007-05-06/319978.html

    ดังที่ชาวหว้ากอทราบกันดีถึงข่าวแผ่นดินไหวที่จีน 
    เราจะมาลงลึกถึงเหตุการณ์อันเป็นแผนการต่อเนื่องของโครงการนี้

    (รายละเอียดอยู่ในคลิป)


     




HAARP Research Control Center ใช้ XP ด้วย






มีเอกสารอีกมากมายที่ถูกแอบนํามาเปิดเผย
ซึ่งทางกลุ่มของผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่กังวลใจเท่าใดนัก
เพราะเชื่อว่าผู้คนบนโลกที่ได้รับทราบเรื่องนี้ต้องไม่เชื่อ
แล้วก็โทษฟ้าดิน โทษพระเจ้าไป ว่าทําให้เกิดภัยธรรมชาติ
(หรือบางประเทศก็จะโทษเวรโทษกรรม)
ทางกลุ่มจะสามารถดําเนินการต่อไปได้เรื่อยๆ

สรุป(เพิ่มเติม)

การดําเนินงานเป็นไปเพื่อสร้างความมั่งคั่ง
ของแผนการประเทศมหาอํานาจ
เพื่อจะครอบครองและควบคุมจุดยุทธศาสตร์ต่างๆในโลกนี้
ในทางการเมือง การทหาร และโดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ
หรือแหล่งอาหารโลก จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

การเกิดจะเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่เว้นแม้แต่ชาติตนเอง
เช่น กรณีเฮอริเคนคาทริน่าที่เจาะจงเลือกนิวออร์ลีนให้ได้รับผลกระทบ
เพราะเป็นที่ที่มีคนผิวสีอยู่มากที่สุด การควบคุมจะเป็นไปโดยง่าย
และประเทศอื่นๆก็จะค่อยๆได้รับผลกระทบต่อไป
ซึ่งดูจากยุทธศาสตร์ทางการทหารอีกที
จนกระทั่งถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะเกิดการ Last clear ขึ้น
ระหว่างนี้ก็จะมีการ Propraganda ต่างๆทางสื่อต่างๆ
เกี่ยวกับวันสิ้นโลกไปเรื่อยๆ เป็นระยะๆ
จนกว่าจะถึงเวลาที่จะสร้างสถานการณ์ขึ้นมา

ขณะนี้มีการวางตัวผู้จรรโลงโลกไว้แล้ว
ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการทางเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย
ผมและคุณอาจจะได้เห็นบุคคลที่ perfect ในอนาคตนี้
เพื่อจะมาแทนที่ หลังการ big clear
ซึ่งสามารถเข้ามาควบคุมโลกและปกครองโลกได้อย่างสบายๆ
หลังจากที่ขณะนี้มีกระบวนการ สร้างความเชื่อว่าจะมีผู้วิเศษปรากฏกายหลังจากวันสิ้นโลก ค่อยๆดําเนินงานมาเรื่อยๆโดยอ้างจากคําทํานายในศาสนาต่างๆเช่น เมซซิอาห์ ในศาสนาคริสต์  นบีอิซา ในอิสลาม  พระศรีอาริเมตไตร ในศาสนาพุทธ  กัลกี-พระวิษณุ ในศาสนาฮินดู ฯลฯ
ผู้จรรโลงโลกจะเข้าสวมแทนที่ได้อย่างทันท่วงทีหลังจากการดําเนินงานเสร็จ

HAARP 2/2
Ternado Picture

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...